ละครแอนิเมชัน 3 มิติ
สื่อโมชันแคปเจอร์
สิ่งพิมพ์ดิจิทัล
เสียงดิจิทัล
ข้อมูลศิลปินทางด้านนาฏศิลป์
ประวัติความเป็นมา
ความเป็นมาของนางอัปสร หรือที่กัมพูชานิยมเรียกว่า “อัปสรา” หมายถึง เหล่านางเทพอัปสร หรือเทพอัปสรสตรีที่งดงาม เป็นนักแสดงระบําในแดนสวรรค์ เหล่าเทพอัปสรเหล่านี้เกิดมา จากการกวนเกษียรสมุทร (ทะเลนํ้านม) เพื่อแสวงหานํ้าอมฤตระหว่างพวกสุระ (คือพวกเทวดา) กับพวกอสูร (คือพวกยักษ์) โดยเอานาควาสุกรีทําเป็นเชือก พวกยักษ์ดึงข้างหัว ส่วนพวกเทวดา ดึงข้างหางของนาค (เพชร ตุมกระวิล, 2548) นอกจากนี้ ยังปรากฏในวรรณคดีสันสกฤตที่กล่าวถึง ต้นกําเนิดของนางอัปสรว่ามิได้มาจากแหล่งเดียวกัน บางตนเกิดจากการกวนเกษียรสมุทร บางตนเกิดจากพระพรหม และบางตนเกิดจากธิดาพระทักษะกับพระฤษีกัศยปะ และลักษณะ นางอัปสรตามยุคสมัย คือ สมัยพระเวท นางอัปสรเป็นปรากฏการณ์ของธรรมชาติ สมัยกาพย์และ ปุราณะ เป็นสตรีผู้เลอเลิศในด้านความงาม นางอยู่ได้ทั้งโลกสวรรค์และโลกมนุษย์ มีความสามารถ ทางศิลปะ ขับร้อง และฟ้อนรํา (อุไร นาลิวันรัตน์, 2522)
เรื่องราวของนางอัปสร หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า อัปสรสราญ ได้ถูกนํามาถ่ายทอด เป็นท่ารํา นางอัปสร โดย เครือจิต ศรีบุญนาค อาจารย์นาฏศิลป์วิทยาลัยครูสุรินทร์ (ปัจจุบันคือมหาวิทยาลัย ราชภัฏสุรินทร์) ที่ได้ศึกษาเลียนแบบรูปแกะสลักตามปราสาทต่าง ๆ ได้สร้างชุดการแสดงรํา เพื่อเฉลิมฉลอง 100 ปี การฝึกหัดครูไทย วิทยาลัยครูสุรินทร์ขึ้น โดยใช้ชื่อว่า “อัปสรสราญ”
รูปแบบการแสดง
รูปแบบการแสดงเรือมอัปสรสราญ (ระบำอัปสรสราญ) เป็นนาฏศิลป์พื้นเมืองร่วมสมัยของจังหวัดสุรินทร์ที่สร้างสรรค์และถ่ายทอดโดย อาจารย์เครือจิต ศรีบุญนาค แห่งวิทยาลัยครูสุรินทร์ (มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ในปัจจุบัน) เพื่อเฉลิมฉลองในโอกาส 100 ปี การฝึกหัดครูไทย โดยได้รับแรงบันดาลใจจากตำนานเทพอัปสรสตรีในการกวนเกษียรสมุทรและลีลาท่ารำบนศิลาจำหลักของปราสาทโบราณ กระบวนการเคลื่อนไหวเป็นการบูรณาการท่ารำจาก 3 แหล่ง ได้แก่ ท่ารำจากศิลาจำหลัก นาฏศิลป์แบบแผนจากราชสำนัก และท่ารำพื้นบ้าน ซึ่งประกอบด้วย 11 ท่ารำมาตรฐาน (เช่น ท่าพรมสี่หน้า ท่าอัปสรฟ้อนบูชา ท่าถวายดอกไม้) และร้อยเรียงจังหวะการรำตลอดชุดการแสดงออกเป็น 71 ท่า/จังหวะ ที่มีความสัมพันธ์กันอย่างเป็นระบบทั้งการใช้มือ การก้าวและถอนเท้า การเอียงศีรษะ รวมถึงการแปรแถวระหว่างตัวเอกและตัวรอง การแสดงชุดนี้ใช้วงดนตรีและบทเพลงพื้นเมือง "กันตรึม" อีสานใต้จำนวน 5 บทเพลง (เช่น เพลงแห่หอม เพลงอายัยลำแบ) ในการบรรเลงประกอบ ผสมผสานกับการแต่งกายด้วยศิราภรณ์ยอดอัปสรา เครื่องประดับโลหะสีเงินประณีต และผ้านุ่งทอลวดลายอัตลักษณ์ท้องถิ่นสุรินทร์ (เช่น ผ้าลวดลายช้าง) ทำให้เรือมอัปสรสราญเป็นศิลปะการแสดงที่สะท้อนคุณค่าทางมรดกภูมิปัญญาและอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของท้องถิ่นได้อย่างงดงามและสมบูรณ์
องค์ประกอบของชุดการแสดง
องค์ประกอบระบำอัปสรสราญ
1 ด้านท่ารำ ท่ารำในระบำอัปสรสราญ มีท่ารำ 10 ท่า ประด้วย
ท่าที่ 1 ท่าเดินออก
ท่าที่ 2 ท่าพรมสี่หน้า และท่าไหว้
ท่าที่ 3 ท่าอ้อนวอน
ท่าที่ 4 ท่าฟ้อนถวาย
ท่าที่ 5 ท่าอวยพร
ท่าที่ 6 ท่าอัปสรฟ้อนบูชา
ท่าที่ 7 ท่าพรมสี่หน้า
ท่าที่ 8 ท่าปฐม
ท่าที่ 9 ท่าขอพร
ท่าที่ 10 ท่าพระอิศวรประทานพร
ท่าที่ 11 ท่าถวายดอกไม้
บทเพลงพื้นเมืองกันตรึมที่ใช้บรรเลงประกอบการแสดงชุดรําอัปสรสราญจํานวน 5 บทเพลง ได้แก่ 1) เพลงแห่หอม 2) เพลงอายัยลําแบ 3) เพลงแกวนอ 4) เพลงมงก็วลจองได 5) เพลงกัจปกา (สุริยะ สอนสุระ, 2563, ออนไลน์) ซึ่งล้วนเป็นบทเพลงที่มีท่วงทํานองไพเราะ และสอดคล้องกับ การรําอัปสรสราญแต่ละชุด เดิมทีเพลงกันตรึมเหล่านี้ ปรากฏอยู่บริเวณอีสานใต้มานานแล้วใช้สําหรับขับประกอบการแสดงบวงสรวงเวลามีการทรงเจ้าเข้าผี ประกอบการละเล่นพื้นเมืองต่าง ๆ แต่ปัจจุบันเพลงกันตรึมใช้เป็นการแสดงเพื่อความบันเทิงโดยทั่ว ๆ ไป (สํารวม ดีสม, 2564, 12 กุมภาพันธ,์ สัมภาษณ์)

การศึกษานาฏศิลป์พื้นเมืองในท้องถิ่นสุรินทร์เพื่อสร้างคุณค่าการรับรู้ด้วยชุดการเคลื่อนไหวแบบสามมิติ

Metadata
ผู้สร้าง/ผู้ผลิต อัชราพร สุขทอง, วิจิตรา โพธิสาร และนวัฒกร โพธิสาร
ลิขสิทธิ์ข้อมูล มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
ชื่อหน่วยงาน คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
หมวดความรู้ใหญ่ ชุดการแสดงนาฏศิลป์แบบประยุกต์
ประเภทของการแสดง การแสดงพื้นบ้าน
วันที่เผยแพร่ 2026-09-16 13:57:29
บทคัดย่อ

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสานสัมพันธ์เครือข่ายทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญา ถ่ายทอดท่ารำมาตรฐาน พัฒนาชุดการเคลื่อนไหวแบบสามมิติในรูปแบบระบบฐานข้อมูล และศึกษาคุณค่าการรับรู้ตลอดจนการคุ้มครองมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมด้านนาฏศิลป์พื้นเมืองในท้องถิ่นสุรินทร์ ชุด “เรือมอัปสรสราญ” คณะผู้วิจัยได้บูรณาการทำงานร่วมกับเครือข่ายวัฒนธรรมจาก 5 จังหวัด (สุรินทร์ นครราชสีมา บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ และร้อยเอ็ด) จัดกิจกรรม “รวมพล คนอัปสรา” และลงพื้นที่ชุมชนศีขรภูมิ อำเภอศีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์ เพื่อศึกษาความเป็นมา บทเพลง ท่ารำมาตรฐาน ตลอดจนจัดเก็บข้อมูลวิดีโอและภาพถ่าย ในด้านการพัฒนาเทคโนโลยี ได้ออกแบบและสร้างโมเดลตัวละครสามมิตินางอัปสรสราญ พร้อมทั้งบันทึกการเคลื่อนไหวจริงด้วยระบบโมชันแคปเจอร์เชิงแม่เหล็กไฟฟ้า (Motion Capture) นำมาเชื่อมโยงโครงกระดูกและริกกิ้ง (Rigging & Retargeting) เพื่อสร้างชุดข้อมูลการเคลื่อนไหว 3 มิติแบบ 360 องศา (ไฟล์ .GLB/.glTF) จัดเก็บและเผยแพร่บนระบบคลังจดหมายเหตุดิจิทัลแบบมีชีวิต (Living Digital Archives) บนเว็บแอปพลิเคชันที่พัฒนาด้วยภาษา PHP, SQL, JavaScript, HTML5 และ Laravel ผลการวิจัยทำให้ได้ต้นแบบนาฏศิลป์พื้นเมืองที่ประยุกต์ศิลปะโบราณจากศิลาจำหลักเข้ากับการแสดงร่วมสมัย ระบบฐานข้อมูลการเคลื่อนไหวสามมิติที่สมจริง ตลอดจนองค์ความรู้และคู่มือแนวทางการขึ้นบัญชีรายการมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมและปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง อันเป็นการส่งเสริมให้เยาวชนและประชาชนตระหนักถึงคุณค่า และสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจในยุคดิจิทัลด้วยทุนทางวัฒนธรรมของจังหวัดสุรินทร์อย่างยั่งยืน